บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 169)

บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 169)

บักเคนได้ให้ร้อยโทลูคัส เดินทางไปเรียก พันเอกหญิงโคลเอ้มาพบ เพราะเห็นหน้าตาของเธอคล้ายลูกครึ่ง เมื่อพันเอกหญิงโคลเดินมายืนต่อหน้าบักเคนได้ยกมือ ทำ “วันทยหัตถ์” (Hand salute) โดยโดยการหันฝ่ามือออกแบบเดียวกับทหารอังกฤษต่อบักเคน “สวัสดีค่ะท่าน มีอะไรให้รับใช้”

“มาจากหน่วยไหนท่านผู้พันหญิง” บักเคนถาม

“จากหน่วยทหารม้าที่ 2 ค่ะท่าน” พันเอกหญิงโคลเอ้ได้ตอบบักเคน

“ผมแปลกใจเห็นหน้าท่านผู้พันคล้ายกันคนสยาม คนเขมรป่า เลยเรียกมาสอบถาม” บักเคนตอบ

“ใช่ค่ะ ปู่ของหนูเป็นคนสยาม”

“อะไรนะ ปู่เป็นคนสยาม น่าสนใจมาก ไม่นึกเลยในกองทัพนโปเลียนจะมีทหารลูกครึ่งจากสยามมาร่วมรบด้วย นึกว่าจะเพียงปืนพระนารายณ์ มาร่วมรบเพียงอย่างเดียว”

บักเคนเอ่ยขึ้น ทุกคนเห็นบักเคนพูดกับกับพันเอกหญิงโคลเอ้  ญันนะฮ์ คู่รักของร้อยโทลูคัส อับดุล กาซิม ซูซี่ พันเอกเจนัวร์ และนโปเลียนหันมามองที่พันเอกหญิงโคลเอ้ กับบักเคนด้วยสายตาแปลกใจ

“อืมส์ผมเพิ่งรู้นะครับว่ามีทหารลูกครึ่งสยามในกองทัพของผมด้วย ผมแปลกใจมาก” นโปเลียนเอ่ยขึ้นมา

“ไม่ต้องแปลกใจค่ะท่านมีลูกครึ่งสยามมาร่วมรบเกือบสิบคนทุกคนเป็นหลานของอดีตทูต และข้าราชการที่มาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14” พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับนโปเลียน

“พระเจ้าช่วย ทหารที่เป็นลูกครึ่งสยามมาร่วมรบครั้งนี้ด้วย” บักเคนกับพันเอกเจนัวร์ ถึงกับตะลึง

“ใช่ค่ะท่าน” “หนูว่าจะไปทักท่านแต่ก็ไม่กล้า เห็นท่านคุยกับท่านนโปเลียนเลยไม่กล้าเข้าไปพบ และหนูต้องรับผิดชอบทหารม้าหน่วยที่สอง รับผิดชอบการหาข่าว เลยไม่ได้ค่อยพบท่าน” พันเอกโคลเอ้เรียกตนเองว่าหนู ได้บอกบักเคน

“ไม่ต้องเรียกท่านก็ได้ครับ เรียกผมว่าเคนก็พอ” บักเคนบอก

“ได้ค่ะคุณเคน”

“ไหนลองเล่ามาซิ ทำไมถึงได้มาสมัครเป็นทหารได้” นโปเลียนสอบถามพันเอกหญิงโคลเอ้

“ได้ค่ะท่าน ปู่หนู คือขุนชำนาญใจจง ปู่เคยเคยเล่าให้พ่อกับแม่หนูฟัง ว่าได้รับคำสั่งจากพระนารายณ์ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาให้มาเจริญสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกส ปู่บอกว่าคณะของท่านเป็นคณะทูตชุดที่สอง ที่ได้เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนี้เพราะคณะแรกของท่านราชทูตโกษาปานได้มาเจริญสัมพันธไมตรีที่ฝรั่งเศส ปู่ได้มาพร้อมกับทหารโปรตุเกส และขุนนางหลายสิบคน เรือได้ออกจากสยามอ้อมแหลมกู๊ดโฮบเพื่อไปยังโปรตุเกส แต่เรือได้อับปางเพราะชนหินโสโครกก่อนถึงแหลมกู๊ดโฮบ เพราะต้นหนเรือชาวโปรตุเกสดูเข็มทิศผิดพลาด

“ปู่ได้เล่าให้พ่อกับแม่ฟังอีกว่า พอเรืออับปางทุกคนพยายาม หนีเอาตัวรอดต่างพยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ขุนนางหลายคน ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้พร้อมกับปู่ มีขุนนางสองคนว่ายน้ำไม่แข็งได้จมไปกับกระแสคลื่น”

“ปู่บอกว่า ขุนสมัครชำนาญเดช กับขุนชำนาญสุรา ได้จมน้ำทะเลหายไป หลังจากขึ้นฝั่ง พักพอหายเหนื่อย ปู่กับทหารโปรตุเกสอีกสามนายได้ว่ายน้ำไปยังเรือที่อับปางเพื่อดูว่าในเรือมีอะไรเหลือพอใช้กินได้บ้าง บนเรือก็มีก็มีขนมปัง ไวน์ที่ยังไม่จมน้ำ ทองคำ และเครื่องบรรณาการ ปู่กับทหารโปรตุเกสได้พยายามขนของเท่าที่ขนมาได้

สักพักเรือก็จมลงสู่ใต้ท้องทะเล ปู่กับทหารโปรตุเกสสามนาย ก็ช่วยกันถือของที่เอามาจากเรือ โดยให้ขุนนางไทยช่วยกันถือ ส่วนอาหารและไวน์ปู่ไว้ใจทหารโปรตุเกสเลยให้รับผิดชอบถือขนมปังและไวน์ เพราะพวกเขาเป็นคนว่ายน้ำไปเอาคู่กับปู่ ส่วนขุนนางจากสยามกลัวจะถูกคลื่นซัดออกทะเลเลยรออยู่ชายหาด

ปู่เลยให้ขุนนางถือของที่ขนเอามาจากเรือได้ ส่วนปู่ถือ หนังสือราชสาสน์จากพระนารายณ์และทองคำ สองสามวันแรกในการเดินทางทหารโปรตุเกสสามคนแสดงความเป็นมิตรกับปู่ แต่สุดท้ายก็หักหลังปู่ยึดเอาไวน์กับขนมปังไปกินทั้งหมด ทหารโปรตุเกสที่รอดชีวิตจากเรืออับปางทั้งหมด ยี่สิบคน ได้หลบหนีไป พร้อมขนมปังและไวน์ ส่วนเครื่องราชบรรณาการมีแต่ปู่และขุนนางสยามได้ช่วยกันถือ ช่วงการเดินทางลำบากมากหลังจากทหารโปรตุเกสได้หลบหนีไป น้ำดื่มก็ไม่มีจะดื่ม เลยอดอยากกันมานับตั้งแต่นั้น”

ปู่เล่าให้พ่อฟังว่าการเดินเท้าในป่าอัฟริกาเพื่อไปยังสถานีการค้าของฮอลันดา ที่ตั้งอยู่ที่แหลมกู๊ดโฮป มันลำบากยิ่งนัก มีแต่สัตว์ป่าจำพวกสิงห์โต ฝูงหมาป่า    ช้างป่าตัวใหญ่ กวางเขายาวเป็นเกลียว แรด มากมายมหาศาล”

พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าต่อไปว่า “ปู่บอกว่าบางครั้ง ต้องล่านกกระจอกเทศเพื่อดื่มเลือดนก ทานเนื้อนกกระจอกเทศ ป่าอัฟริกาไม่เหมือนกับเมืองสยามที่มีแต่ไข้ป่า แต่ที่นี่มีทั้งความแห้งแล้ง น้ำก็หาดื่มลำบาก มีสัตว์ขาดน้ำตายจำนวนมาก    ฝูงแร้งบินเวียนว่อนเต็มท้องฟ้า ได้ดูดน้ำกินจากใบไม้ มีรสขมเฝื่อน การเดินทางแสนทรมาน ขุนราชกิจโกศลพิทักษ์ต้องมาป่วยเสียชีวิต เลยต้องขุดหลุมฝังตามมีตามเกิด ดีกว่าปล่อยเป็นอาหารฝูงแร้ง บางครั้งก็ต้องปีนป่ายภูเขา ที่มีแต่หิน พอปีนเขาลงมา ก็เป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตา มีแต่หญ้า สลับกับต้นไม้”

“ปู่กับพวกเดินมาได้เกือบเดือนถึงเจอคนป่า ตอนที่พบคนป่าปู่ขาดน้ำและขาดอาหารจนผ่ายผอม นอนรอวันตายไม่ไกลจากเผ่าซูลูที่ตั้งชุมชนอยู่ใกล้กับที่ปู่กับขุนนางสยามรอนอนความตายโชคดีคนป่าออกไปล่าสัตว์พบปู่กับคนสยามนอนหายใจรวยริน คนป่าได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่ทุกคนก็พูดกับคนป่าไม่รู้เรื่อง”

คนป่าที่พบปู่กับพวกได้นำปู่กับพวกกับไปรักษาที่เผ่า คนป่าที่พบปู่กับขุนนางสยามเป็นเผ่าซูลู หัวหน้าเผ่าและหลายคนในเผ่าสามารถพูดภาษาดัตช์และอังกฤษได้ การรักษาตัวที่เผ่านี้เองเหมือนกับโชคชะตาพรหมลิขิต ทำให้ปู่ได้พบรักแต่งงานกับย่าที่ชาวดัตช์ในเวลาต่อมา ที่เผ่าซูลูหลังจากพักฟื้นพอมีกำลัง ปู่กับขุนนางสยามถูกทวดที่เป็นนักบวชสอนศาสนาให้แก่เผ่าซูลู นำปู่ไปยังสถานีการค้าดัตช์ ทวดให้ปู่กับขุนนางสยามพักรักษาตัวที่บ้าน ทำให้ปู่พบรักกับย่าที่เป็นลูกสาวของนักบวช

ทวดได้นำปู่กับข้าราชการไปยังสถานีการค้าดัตช์และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านประมาณ 3  เดือน ย่าได้ดูแลปู่และขุนนางสยาม สุดท้ายปู่ได้ขอย่าแต่งงาน ผ่านไปสามเดือน ปู่ได้บอกกับทวด ว่าตนเองสูญหายไป อาจจะทำให้พระนารายณ์ทรงกังวลต้องกลับไปกราบทูลเรื่องให้ทรงทราบก่อนและค่อยกับมานำย่ากับกรุงศรีอยุธยา ทวดได้ฝากปู่ไปกับเรือสินค้าที่ไปยังกรุงศรีอยุธยา ส่วนย่าไม่ได้ตามปู่ไป ย่าอยู่กับทวด และคลอดพ่อออกมา ย่ารอปู่กลับจากกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ไร้วี่แววปู่กลับกรุงศรีอยุธยาแล้วไม่ได้กลับมาหาย่าตามสัญญาที่รับปากเอาไว้ ปู่ไปแล้วไปลับ ย่าเสียใจมาก ทวดได้นำย่ากับพ่อกลับไปอยู่ที่ดัตช์ก่อนอพยพไปอยู่ที่มิลาน

พันเอกพันเอกโคลเอ้ ได้เล่าให้ทุกคนฟังอย่างย่อ ๆ ขุนนางที่มากับปู่หลายคนได้มีครอบครัว แต่งงานกับคนพื้นเมืองบางคนก็แต่งงานกับคนอังกฤษ

“ชีวิตช่างรัดทดนัก แล้วพ่อผู้พันโคลเอ้ได้พบกับแม่ที่ไหน” บักเคนทำตัวเป็นลุงหนวดสอบถามประวัติพันเอกหญิงโคลเอ้

“แม่เป็นชาวอิตาลี พ่อมีหน้าตาคล้ายกับปู่” พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับบักเคน

“แล้วผู้พันเคยเจอทหารที่เป็นลูกครึ่งสยามอีกไหมครับ” บักเคนถามต่อเพราะอยากรู้

“เคยเจอค่ะ ก็รู้จักกันตั้งแต่ปารีส เพื่อนที่เป็นคนสยามพันเอกอาร์รอนเป็นคนส่งข่าวให้ทราบเรื่องรับสมัครทหารหญิง” พันเอกหญิงโคลเอ้บอกกับบักเคน

“รู้จักพันเอกอาร์รอนได้อย่างไร”  นโปเลียนสอบถามด้วยความสนใจ

พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าต่อไปว่าพันเอกอาร์รอนเป็นลูกทูตที่มาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พันเอกอาร์รอนแม่เป็นชาวเมืองแบรสต์ได้พบรักกับทูตมาจากสยาม ถ้าท่านอยากทราบต้องสอบถามพันเอกอาร์รอนเอาเองค่ะ หนูพอทราบผิวเผินแม่พันเอกอาร์รอนเป็นชาวเมืองแบรสต์ส่วนพ่อเป็นหนึ่งในตัวแทนของคณะทูตที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีพร้อมกับคณะของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และได้พำนักอยู่ที่เมืองแบรสต์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อรอรถม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มารับเพื่อไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังแวร์ซายส์” พันเอกหญิงโคลเอ้ได้เล่าย่อให้ทุกคนฟัง

“บุพเพสันนิวาส บักเคนเอ่ยลอย บักเคนนึกถึงละครบุพเพสันนิวาสที่โด่งดัง”

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *