บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 172)

บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 172)

การพักผ่อนที่เมืองชาม ผ่านพ้นไปได้หนึ่งสัปดาห์ เมื่อทหารที่ได้รับบาดเจ็บสามารถพักฟื้นแข็งแรงพอ นโปเลียนได้สั่งเริ่มถอยทัพกลับอียิปต์ ก็มีครอบครัวทหารหลายสิบคน รวมทั้งซูซี่ และแม่ ญันนะฮ์ คู่รักของร้อยโทลูคัส อับดุล กาซิม ร่วมเดินทางกลับอียิปต์ไปด้วย

อีกสามวัน อับดุลได้ นำโมฮาเหม็ด นาธานเนียล ดูฟอร์ มาพบกับนโปเลียนและบักเคน

นโปเลียนได้ให้โมฮาเหม็ด นาธานเนียล ดูฟอร์เป็นพลทหารม้าก่อนในช่วงแรก โดยให้อยู่ภายใต้สังกัดของพันเอกอาร์รอน ซึ่งก็เป็นไปตามระเบียบของทหาร

การเดินทัพกลับของนโปเลียนได้มีชาวเมืองชามออกมาส่งครอบครัวที่ติดตามทหารฝรั่งเศสกลับไปอียิปต์จำนวนมาก เสียงร้องไห้อาลัยดังระงมที่หลายครอบครัวต้องจากกันไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก หรืออาจจะเป็นการจากลาถาวร แต่คนที่มีความสุขคือบักเคน เพราะมีซูซี่ร่วมเดินทางไปด้วยถึงแม้จะไม่ได้ไปคู่กัน           แต่บักเคนก็มีความสุข ชีวิตแฮปปี้

การเดินทางสะดวกสบายเพราะมีพันเอกหญิงโคลเอ้ได้ไปเตรียมขุดบ่อน้ำกลางทะเลทราย และสร้างจุดพักไว้รอ พร้อมกับทิ้งทหารไว้ดูแลบ่อน้ำ ป้องกันโจรทะเลทรายและกองคาราวานมาตักเอาน้ำไปหมด

การเดินทางของชาวบ้านส่วนมากจะเป็นภรรยาทหารฝรั่งเศสที่ยินดีติดตามไปใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศส มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าพวกหล่อนจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับสามีคนปัจจุบันหรือคนใหม่ ในเมื่อสงครามยังไม่จบสิ้น

การเดินทัพของโมฮาเหม็ด นาธานเนียล ดูฟอร์ที่เพิ่งสมัครเป็นพลทหาร         นโปเลียนได้มอบหมายให้พันเอกอาร์รอนสอนการฝึกท่าบุคคลมือเปล่าขั้นพื้นฐาน และการฝึกอาวุธเบื้องต้นให้เมื่อเวลาหยุดทัพ นโปเลียนได้รับปากกับอับดุลว่า      เมื่อกลับถึงฝรั่งเศสจะให้โมฮาเหม็ด นาธานเนียล ดูฟอร์ ได้ไปศึกษาที่โรงเรียนทหาร เพื่อเป็นนายทหารที่ดี

ยามหยุดทัพบักเคนได้มาสนทนากับโมฮาเหม็ด นาธานเนียล กับพันเอก      อาร์รอนอยู่บ่อยครั้ง

“สวัสดี โมฮาเหม็ด และท่านผู้พันอาร์รอน” บักเคนทักทาย

“สวัสดีครับ คุณเคน เรียกผมว่า นาธานเนียลก็ได้ผมชอบชื่อที่เป็นฝรั่งมากกว่าเปอร์เซีย” โมฮาเหม็ดบอกกับบักเคน

“ได้ครับ”

“สวัสดีท่านผู้พัน” “ผมอยากรู้ชีวิตของปู่ท่านผู้พัน”

บักเคนสอบถาม เพราะอยากรู้ความเป็นไปของการเดินทางของพระยา      โกษาธิบดี (ปาน) ที่เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

“ได้คุณเคนไม่ใช่ความลับ พ่อผมเคยเล่าให้ฟัง และพ่อให้สิ่งนี้ที่คุ้มครองชีวิตของผม ผมถูกทหารม้ามัลลุคยิง แต่ไม่เข้า ช่วยปกป้องผมจากอันตรายมาหลายครั้ง ผมได้เก็บใส่กระเป๋าไว้ตลอดเวลา ปู่ได้มอบของศักดิ์สิทธิ์ให้กับพ่อไว้สองสามชิ้น พันเอกอาร์รอนได้เปิดกระเป๋าเสื้อทหารและหยิบของที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ออกมา เป็นรูปเปลือกหอยถักทอด้วยเชือกลงรักสีดำ ควายธนูและตะกรุดโทน”

บักเคนได้เห็นถึงกับตกใจ เพราะไม่นึกว่าจะได้มาพบ ควายธนู ตะกรุดโทนกับเบี้ยแก้ในดินแดนห่างไกลจากสยาม

“โอพระเจ้าควายธนู ตะกรุดโทน กับเบี้ยแก้”

“ปู่บอกกับพ่อว่า ของขลังนี้ปู่ได้จากอาจารย์เรืองฤทธิ์ที่มาพร้อมกับปู่ เพราะเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ให้ร่วมเดินทางมาด้วยเพื่อปกครองคุ้มครองคณะทูตให้เดินทางโดยปลอดภัย ซึ่งการเดินทางก็เจออุปสรรคมากมาย แต่อาจารย์ท่านเก่งช่วยปัดเป่าอุปสรรคให้หายไป” พันเอกอาร์รอน บอกกับบักเคน

“ช่างน่าสนใจไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยว่าการเดินทางของปู่เป็นอย่างไร อาจารย์ท่านช่วยแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง” บักเคนถามพันเอกอาร์รอน

“พระยาโกษาธิบดี (ปาน) ตอนก่อนจะล่องเรือมายังฝรั่งเศสได้เชิญอาจารย์ผู้มีวิชาที่เคารพนับถือให้ร่วมเดินทางพร้อมคณะ อาจารย์ของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นฆราวาสมีพลังจิตแก่กล้าเก่งทางวิปัสสนา ชำนาญในด้านกสิณยิ่งนัก คณะของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เดินทางด้วยเรือกำปั่นแล่นไปในท้องทะเลนานถึง 4 เดือน เมื่อถึงปากน้ำประเทศฝรั่งเศส บังเอิญเกิดพายุใหญ่พัดพาเอาเรือกำปั่นตกอยู่ใน      วังน้ำวนอยู่นานถึง 3 วัน 3 คืน ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นออกมาได้ ทุกคนบนเรือต่างตกใจกลัวว่าเรือกำปั่นจะล่มลงเสียในทะเล เพราะไม่ว่าเรือใดตกเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งวังน้ำวนแล้วเป็นต้องถูกดูดจมลงไปอยู่ก้นทะเลทุกลำ” พันเอกอาร์รอนบอก    บักเคน

“ช่างน่าสนใจยิ่งนัก แล้วอาจารย์ของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ทำอย่างไร”    บักเคนถามต่อด้วยความสนใจอยากรู้

อาจารย์ได้จัดแจงนุ่งขาวห่มขาว นำเครื่องสักการะธูปเทียนมาบูชา เข้าสมาธิทำกรรมฐานเจริญวาโยกสิณ (ลม) ครู่หนึ่งปรากฏมีพายุใหญ่หอบเอาเรือกำปั่นให้หลุดพ้นออกมาจากวังน้ำวนได้อย่างอัศจรรย์น่าประหลาดใจแล้ว เรือแล่นเข้าเทียบท่าเรือเมืองแบรส์โดยปลอดภัย ชาวเมืองแห่กันมาต้อนรับ เมื่อได้ฟังเรื่องราวทุกคนต่างทึ่งในความสามารถของคณะทูตมาก เมื่อเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์      พระเจ้าหลุยส์ได้สอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้ทูลตอบว่าเป็นเรื่องจริง มีคนบนเรือและทหารฝรั่งเศสเป็นพยานยืนยันได้ พระเจ้าหลุยส์ถึงกับทึ่งในความสามารถของอาจารย์ของท่านพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เพราะไม่เคยมีใครรอดชีวิตจากวังวนได้

“ปู่เมื่อเห็นสิ่งอัศจรรย์กับตา เมื่อพายุสงบ ปู่ได้ถามอาจารย์ว่ามีเครื่องรางอะไรใช้ป้องกันตัวได้ อาจารย์เลยมอบ เบี้ยแก้ สามอัน ควายธนู สองตัว ตะกรุดโทนสองดอกและสายสิญจน์ให้กับปู่ หลังจากปู่สิ้นใจ พ่อได้มอบเบี้ยแก้ สายสิญจน์ และควายธนูให้กับแม่ ส่วนพ่อได้เอาตะกรุดกับควายธนูไป และให้ผมเอาตะกรุดโทน ควายธนูกับเบี้ยแก้มาคุ้มครองชีวิตของผม” พันเอกอาร์รอนบอกกับบักเคน

พันเอกอาร์รอนได้เล่าต่อไป “วันที่เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่หน้าพระลาน ทรงรับสั่งให้พลทหารแม่นปืนจำนวน 500 คน มายิงปืนให้คณะราชทูตสยามชมแสนยานุภาพอาวุธ และความเก่งกล้าสามารถของทหารฝรั่งเศสเป็นขวัญตา            ว่าทหารฝรั่งเศสมีความแม่นยำเพียงใด โดยให้แบ่งทหารออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละ 250 ยืนเรียงหน้ากระดานหันหน้าประจันกันสองแถว แล้วสั่งให้ยิงปืนเข้าไปใน      ลำกล้องของปืนอีกฝ่าย เห็นว่าไม่มีกระสุนนัดใดพลาดเป้าเลย”

“ทำไมแม่นจัง” บักเคนพูดแซวพันเอกอาร์รอน

พระเจ้าหลุยส์ได้ตรัสถามผ่านล่ามว่า “ทหารแม่นปืนเช่นนี้ในกรุงศรีอยุธยามีหรือไม่” พระยาโกษาธิบดี (ปาน) ตอบว่า “ทหารแม่นปืนเช่นนี้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา มิได้นับถือใช้สอย

 เมื่อพระเจ้าหลุยส์ได้ยินถึงกับโกรธ จึงให้ล่ามถามว่าพระเจ้าแห่งกรุงศรีอยุธยานับถือทหารมีฝีมือประการใดเล่า พระยาโกษาธิบดี (ปาน) กราบทูลว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงนับถือใช้สอยคนดีมีวิชา ทหารแม่นปืนเหล่านั้นจะยิงใกล้ไกลก็มิถูกต้องทหารแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ เช่นมีวิชากำลังกาย ฟันไม่เข้า อยู่ยงคงกระพัน” พระเจ้าหลุยส์ทรงไม่เชื่อคำกราบทูลของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไม่เชื่อว่าเป็นจริง คงเป็นเพียงคำคุยโม้โอ้อวดมากกว่า จึงขอให้แสดงวิชาให้ประจักษ์ พระยาโกษาธิบดี (ปาน) ตอบว่าได้ “ทั้งขอให้ทหารแม่นปืนทั้ง 500 คน ระดมยิงไปยังคณะทหารสยามทั้งใกล้ไกล ขอรับรองว่าเหล่าทหารสยามจะไม่เป็นอันตราย มั่นใจว่าจะไม่มีกระสุนปืนถูกต้องกายเลยแม้แต่น้อย”

วันรุ่งขึ้นพระอาจารย์ของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้สั่งให้สร้างแท่นเบญจาที่มีเพดานคาดและระบายผ้าขาว 3 ชั้นที่หน้าพระลาน คาดด้วยผ้าขาว และปักราชวัตรฉัตรธงล้อมรอบ ตั้งเครื่องโภชนา อาหาร มีปลาแซลมอลนึ่ง เหล้าขาว ไวน์แดง      ไก่ต้ม ไว้ให้พร้อม และให้ลูกศิษย์ทั้ง 16 คน ผูกเครื่องรางของขลังเลขยันต์ที่ลงอาคม ส่วนอาจารย์นุ่งขาวใส่เสื้อครุยขาวพอกเกี้ยวพันผ้าขาว ส่วนศิษย์ทั้ง 16 คน    ใส่เสื้อสวมหมวกปัพตูแดงทั้งสิ้น กราบถวายบังคมต่อพระเจ้าหลุยส์ทรงทราบ แล้วทุกคนขึ้นนั่งบนเบญจา พร้อมกับปู่ พระเจ้าหลุยส์ได้ทรงทัดทานปู่ เห็นว่าเป็นทูต ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะเกิด ปัญหาความสัมพันธ์กับสยาม แต่ปู่ได้ทูลตอบพระเจ้าหลุยส์ว่า ท่านพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้อนุญาต และถ้าเกิดเหตุสุดวิสัย จะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับสยามแน่นอนพระเจ้าหลุยส์ทรงอนุญาต และได้สั่งทหารทั้ง 500 คนระดมยิงทหารจากสยามพร้อมกัน แต่ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยและคุณเลขยันต์คุ้มครองป้องกัน ปืนฝรั่งเศสทั้ง 500 คน   ยิงปืนทั้งใกล้ไกลหลายครั้ง ปืนด้าน เปลี่ยนกระสุนดินดำใหม่ก็ เป็นแบบเดิม ถ้ายิงออก กระสุนก็เลยไปตกห่างไกล ไม่ถูกปู่กับพระอาจารย์และลูกศิษย์รวมทหารจากสยามได้ทานอาหาร และดื่มไวน์ ดื่มเหล้าในประรำพิธีอย่างไม่สะทกสะท้าน ทหารฝรั่งเศสตกใจเกรงกลัว ที่ปืนยิงไม่ออก พระเจ้าหลุยส์ เห็นดังนั้นก็ทรงพอพระทัยเป็นอันมากและมอบของขวัญให้มากมาย” พันเอกอาร์รอนได้เล่าให้กับบักเคนฟัง

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *