บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 15)

บักเคนทะลุมิติ ภาค 1 (ตอนที่ 15)

          หากชีวิตเปรียบได้กับการเดินทาง เส้นทางชีวิตของผู้คนช่างแตกต่างกัน บางเส้นทางชีวิตก็ช่างราบรื่นงดงาม เช่น ชีวิตของ เลดี้ มาแชม แต่บางเส้นทางก็เต็มไปด้วยขวากหนาม ขรุขระ และยากลำบาก เช่น ตูส์แสงต์ ที่มีความฝันจะไปปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติ ญาติพี่น้องจากความเป็นทาสของคนผิวขาวที่รุกรานแผ่นดินเกิด เพื่อแสวงหาและกอบโกยความมั่งคั่งจากผืนดินของบรรพบุรุษของตูส์แสงค์ 

          บางเส้นทางกลับเต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้นเร้าใจควรค่าแก่การเล่าบันทึกเรื่องราว เส้นทางของชีวิตของบักเคน หนุ่มบ้านนอกจากอุบลฯ ที่โชคชะตาชีวิตเล่นตลกให้เข้าไปเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์โลกอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนจะได้มีโอกาสสัมผัส แต่ทุกชีวิตของตัวละครเหมือนกัน คือ ทุกเส้นทางของชีวิตมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในระหว่างทาง บางเรื่องราวทำให้ยิ้มแย้มเป็นสุข ครานึกถึง แต่บางเรื่องราวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลของพี่น้องร่วมชาติที่ถูกกดขี่ ข่มเหง ด้วยความด้อยกว่าในทุกด้านมีเพียงจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

          บางเรื่องราวอาจจะไม่มีคุณค่าให้จดจำ แต่บางเรื่องราวจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้และมีคุณค่าแห่งการระลึกถึง หลังจากเลดี้ มาแชมได้เล่าประวัติชีวิตของ ล็อค เพื่อนสนิทในวัยเรียนที่ได้ทำตามอุดมการณ์ ได้ปลุกไฟชีวิตของ ตูส์แสงต์ ให้ลุกโชน

หลังจากสนทนากับเลดี้ มาแชมเสร็จแล้ว มงเตสกิเออและบักเคนได้เดินทางกลับปราสาทของท่านมงเตสกิเออ เส้นทางสู่ปราสาทได้ผ่านบ้านเรือน ที่ตั้งเรียงรายห่างกัน ๆ บักเคนมองเห็น ชาวบ้านหลาย ๆ คนเสื้อผ้าเก่าขาด ๆ รูปร่างผอมเหลือแต่กระดูก ดวงตาลึก นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เหม่อมองอย่างสิ้นหวังไม่รู้จะไปหาอาหารที่ไหนเพื่อยังชีพ ค่าครองชีพก็แพง ขนมปังก็ขาดแคลน และมีราคาแพง คนจนไม่สามารถที่จะซื้ออาหารเพราะทรัพย์สมบัติของตนเองแทบไม่เหลืออยู่ต้องส่งส่วยให้แก่ขุนนางผู้เป็นนายต้นสังกัด (ระบบฟิวดัล) ต้องเสียค่าชักสิบให้แก่นักบวช ศาสนจักร และต้องเสียภาษีให้แก่องค์ราชา เงินที่ต้องใช้แรงกายหามายากลำบากก็ไม่พอเลี้ยงชีพ

ตูส์แสงต์ ได้เล่าบอกบักเคนว่า “ตนเองได้ยินชาวบ้านพูดคุยกัน เรื่องภาษี ซึ่งตนเองฟังแล้วก็อึ้งบักเคนเลยถาม ทำไมถึงอึ้ง  ก็ชาวบ้านบอกรายละเอียดว่าหาเงินได้ 100 แฟรงค์ ต้องเสียภาษีอากรให้พระเจ้าแผ่นดิน 53 แฟรงค์ ค่าส่วยให้นายต้นสังกัดประมาณ 14 แฟรงค์ ค่าชักสิบให้กับศาสนจักร สงฆ์ 14 แฟรงค์ คงเหลือเป็นค่าอาหารยังชีพ 19 แฟรงค์ มันแทบจะไม่พอกินในแต่ละวัน

บักเคน นั่งฟังก็รู้สึกหดหู่ใจ เพราะที่ฝรั่งเศส ชาวบ้านต้องปลูกผัก เลี้ยงไก่ไว้กิน แต่ต้องเสียภาษี ในผักที่ปลูก ไก่ที่เลี้ยงซึ่งแตกต่างจากอีสานที่บ้านเกิด อย่างน้อยก็มีอาหารตามธรรมชาติ ให้กินอีกเยอะ กะปอม งูสิง หนูนา หาขุดแย้ ปู เขียด อึ่งอ่าง                  ไข่มดแดง ผักเม็ก ผักอีฮีน ผักบุ้ง ผักตำลึง ฯลฯ พอยังชีพได้

          ในน้ำไม่ค่อยมีปลา เพราะยาฆ่าแมลง แต่อย่างน้อยก็ไม่อดตาย บักเคนเลยถาม ตูส์แสงต์ ว่า

“ชาวบ้านกินหนู นก กระต่าย หมูป่า กวาง ไหม

ตูส์แสงต์ ตอบว่า ชาวบ้านกล้ากินแต่ไม่มีจะให้กิน ที่เห็นอยู่ชาวบ้านไล่ล่ากินเกือบหมด ส่วนสัตว์ที่เหลือก็มีน้อย พอถึงฤดูหนาวหิมะตกสัตว์ก็จำศีล อากาศหนาวชาวบ้านลำบากที่ต้องหาอาหารยากมาก”

 บักเคนได้ถาม อ้าวที่เห็น นก ไก่ป่า บินอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมบอกว่าชาวบ้านล่ากินเกือบหมดล่ะ

ตูส์แสงต์ ได้บอกบักเคนว่า นก ไก่ป่า กระต่าย เป็นสัตว์ที่ ขุนนาง เจ้าของที่ดินเขาเลี้ยงเอาไว้ หรือเกิด อาศัยอยู่ในที่ป่าที่สงวนของขุนนางเจ้าของที่ดิน สัตว์เหล่านั้นสงวนไว้สำหรับเจ้าของที่ดิน ขุนนางล่าเพื่อความบันเทิง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ มันเป็นเกมส์กีฬาสำหรับขุนนาง เจ้าของที่ดิน”

          “มันมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์สงวนของเจ้านาย เช่น ห้ามหว่าน หรือไถนาก่อนฤดูทำนาที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้นกที่อยู่ในที่ของผู้เป็นนายตื่นตกใจ และเมื่อปลูกข้าวสาลีแล้วชาวบ้านต้องเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืน ไม่ให้ฝูงกวาง หมูป่า ของนายเข้ามาในที่นาของตน ถ้ากวาง หมูป่า เข้ามากินพืชไร่ของตน จะฆ่าไม่ได้มีความผิด ต้องถูกลงโทษและเสียค่าปรับ ชาวบ้านต้องคอยส่งเสียงไล่ทั้งคืนทั้งวันตูส์แสงต์ ได้ตอบบักเคน

แล้วเขตป่าที่กว้างใหญ่ล่ะ ล่าได้ไหมบักเคนถามต่อว่า

ตูส์แสงต์ ได้พูดต่อ ไม่ได้ เป็นที่สงวนสำหรับองค์ราชา ในทุกที่พระองค์จะประพาสเพื่อล่าสัตว์กับขุนนาง ชาวบ้านไม่มีสิทธิ

บักเคนนึกถึงป่าดอนปู่ตาที่ดอนมดแดง ที่มีกะปอม แย้ จอนพอน (พังพอน) ให้ล่า มีเห็ดให้เก็บกิน อย่างน้อยก็ดีกว่ายุคที่ตนหลงมา ภาพที่ตนเองได้ไปร่วมงานเลี้ยงหรูหรากับมงเตสกิเออ ที่ปราสาทของเพื่อนสนิทของมงเตสกิเออ อาหารเต็มโต๊ะ ไวน์ คอนยัค ขนม ได้รับรู้การเลี้ยงอย่างหรูหรา ภาพที่เห็นในขณะนี้กับภาพที่นั่งนึกไปในงานเลี้ยง ต่างกันราวฟ้ากับเหว จนยากไร้ หลังสู้ฟ้า ถูกรีดภาษี บักเคนได้แต่ถอนใจ และคิดว่า คนใช้แม้เป็นทาสที่ว่าต่ำต้อย ของมงเตสกิเออ ชีวิตยังดีกว่าชาวบ้านหลาย ๆ คน

          เมื่อไหร่ระบบการปกครอง การกดขี่ของชนชั้นฐานันดร นักบวช จะหมดไปจากฝรั่งเศส บักเคนได้แต่ถามและตอบคำถามของตนเอง การที่ระบบการปกครองโดยอำนาจอยู่ที่คนคนเดียว ระบบฟิวดัลโดยการอุปถัมภ์ของขุนนาง โดยใช้วิธีกดขี่ชาวบ้านยากไร้ โดยเข้าใจว่า มีสิทธิและอำนาจที่จะกระทำอย่างไรก็ได้ต่อประชาชนที่เป็นข้าในแผ่นดิน และชาวบ้านยอมรับและอดทนต่อความกดดัน ต่อการแสวงหาผลประโยชน์ ต่อการขูดรีดภาษีของชนชั้นสูง สงฆ์ ชาวบ้านทั้งมวลจะต้องรับผิดชอบต่อการปกครองนั้น เพราะชาวบ้านเชื่อในศาสนจักร ทางเดียวที่จะช่วยชาวบ้าน           ที่ยากจน ก็คือปลุกพลังของชาวบ้านให้ลุกมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ อิสรภาพ ตามคำบอกเล่าของ ล็อค แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ชาวบ้านพร้อมจะลุกขึ้นสู้ บักเคนนั่งใจลอยบนรถม้า

นั่งคิดอะไรอยู่หรือท่านเคนตูส์แสงต์ ได้ถามบักเคน

อ๋อนั่งนึกถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพจากการถูกเอาเปรียบของชาวบ้าน

ใช่ผมก็สงสารชาวบ้านที่ยากไร้ หลายคนเสียชีวิตเพราะความหิวโหย ช่างน่าหดหู่และสังเวชใจตูส์แสงต์ ได้บอกบักเคน 

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *