บักเคนทะลุมิติภาค 1 (ตอนที่98)

This is the heading

หลังจากยึดเมืองตูลูสได้ ทางคณะปฏิวัติโดย โรแบสปิแยร์ ได้ทำการจับกุมทหารกบฏและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏทั้งหมด ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว เพราะกลัวถูกจับไปสอบสวน ทหารฝ่ายกบฏที่ยอมแพ้ ได้ถูกนำไปประหารชีวิตด้วยกิโยตินทั้งหมด และมีการจับชาวบ้านที่เกี่ยวข้องเกือบ สามพันคน โรแบสปิแยร์ สั่งให้ประหารทั้งสิ้นเพื่อให้เกิดความกลัวเกรงไม่กล้าก่อการกบฏ เลือดชาวฝรั่งเศสต้องไหลนองเป็นท้องธาร

 การกระทำของร้อยเอก นโปเลียนทำให้คณะปฏิวัติชื่นชมเป็นอันมากได้เลื่อนยศจากร้อยเอก เป็นนายพลจัตวาหนุ่ม (Brigadier General) นโปเลียนมีอายุเพียง 24 ปี ทำให้ชื่อเสียงของนโปเลียนดังกระฉ่อนทั่วฝรั่งเศส เป็นที่ใฝ่ฝันของสาว ๆ หลายคนทั่วฝรั่งเศสและยุโรปถูกเชิญไปงานเลี้ยงราตรีแทบทุกสัปดาห์ แต่นโปเลียนก็ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ นโปเลียนมีบาร์บ่าร่า เป็นเมียเก็บอยู่แล้ว

ยุคทรราชได้เริ่มขึ้นอีกครั้งในแผ่นดินฝรั่งเศส ผู้คนอีกนับพันคน  ถูกนำตัวเข้าเครื่องประหารกิโยติน เหมือนกับไก่ที่ถูกเชือด ประธานสภาประชาชนได้มีคำสั่งประกาศเคอร์ฟิวทั่วฝรั่งเศส เพื่อยับยั้งการต่อต้าน ใครที่เป็นปฏิปักษ์ จะรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ รวมถึงเปลี่ยนแปลงการปกครองจะต้องถูกประหารไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือชาวบ้าน พระสงฆ์ ขุนนาง ประธานสภาประชาชนได้เปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศสมากมาย ได้ออกกฎหมายห้ามปฏิบัติศาสนกิจ และปิดศาสนสถานหลายแห่ง ทั้งในกรุงปารีสและต่างจังหวัด เพราะถือว่า ศาสนจักรเป็นภัยต่อการปกครองและประกาศให้ผู้คนเลิกงมงายในความเชื่อในศาสนจักร ฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคลัทธิแห่งเหตุผล ประชาชนต้องมีเหตุผล เลิกนับถือพระเจ้า ประธานสภาประชาชนได้สั่งให้เปลี่ยนโบสถ์เป็นสถานเทวาลัย

ความระส่ำระสายและความหวาดกลัวได้ปกคลุมฝรั่งเศส บ้านเมืองสงบ ไม่มีการก่อความวุ่นวาย ใครก่อความวุ่นวายก็ถูกประหารชีวิตอย่างเดียว บักเคนพักหลังกิจการเริ่มซบเซา เพราะคนไม่มีอารมณ์มากินอาหารนอกบ้าน รวมทั้งติดเคอร์ฟิว ผู้คนมากินอาหารบางตาทำให้บักเคนปิดร้านเร็วและลดจำนวนสาวโคโยตี้ และหนุ่มหล่อ

บักเคนเริ่มคิดถึงบ้าน ทุกค่ำคืนจะมานั่งมองดวงดาว วันไหนที่ท้องฟ้าโปร่ง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยต่ำ บักเคนจะเป่าขลุ่ย  เป็นเพลงเดือนเพ็ญ อยู่คนเดียว อยู่กลางทุ่งนา ท่ามกลางอากาศ อันหนาวเหน็บของฝรั่งเศส

“เดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลดพัดมา แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา……………….”

เสียงขลุ่ยฝรั่งของบักเคนได้ทำให้ทหารที่ออกตรวจตรา          ความสงบได้ยินเสียงขลุ่ยหวานยะเยือกลอยมาตามลม ได้ขี่ม้าตามเสียงขลุ่ยมุ่งตรงมายังที่บักเคนนั่ง

“นั่นใครมานั่งเป่าขลุ่ยอยู่มืด ๆ ไม่ได้ฟังประกาศเคอร์ฟิว หรือไง ทหารจับตัวมันไปขังรอสอบสวนวันพรุ่งนี้” เสียงผู้บังคับบัญชาสั่งทหารที่ขี่ม้ามาด้วยกันสามคน ได้ลงจากม้าเพื่อจับกุมตัวบักเคน และได้คุมตัวบักเคนมามอบให้หัวหน้า

ท่านประธานสภาประชาชนหลังจากหายโกรธที่แซงส์ จูสต์  ที่ถอนตัวจากสมาคมจาโกแบงส์ อยู่อ้างว้างคนเดียวมานาน ทนโหยหารสสวาทชิวหา ที่ แซงส์ จูสต์ ปรนเปรอไม่ไหว ถึงกับให้ แซง จัสต์ ผู้ช่วยเลขา ออกคำสั่งเรียก แซงส์ จูสต์ มาพบเพื่อปรึกษาหารือ เพราะแซงส์ จูสต์ เป็นคนเก่งและรู้ใจโรแบสปิแยร์ มากที่สุด

ที่ห้องทำงานส่วนตัวของประธานสภาประชาชน แซงส์ จูสต์เคาะประตูห้องพอเป็นพิธีแล้วก็เดินเข้าไปในห้อง “

มีอะไรหรือท่านถึงกับออกคำสั่งเรียกมาพบครับ” 

“อ๋อข้าคิดถึงน่ะ ช่วงก่อนหน้านี้ข้ายุ่งงานมาก ภารกิจเยอะ หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยดี           ข้าเลยคิดถึงท่าน” โรแบสปิแยร์ หลังจากเอ่ยทักทายกับ แซงส์ จูสต์

พร้อมกับแววตาที่บ่งบอกถึงความอยากในรสกาม หลังจากเก็บกดมานาน

“ผมก็คิดถึงท่านเหมือนกัน แต่ไม่กล้ามาพบ ท่านยิ่งใหญ่          เกินกว่าที่ผมจะเอื้อมถึง ความสัมพันธ์ของเรามันห่างกัน อำนาจท่านยิ่งมาก ความสัมพันธ์ก็ยิ่งถอยห่างออกไป” แซงส์ จูสต์ บอก  โรแบสปิแยร์

“ไม่ใช่อย่างงั้น ข้ายุ่งจริง ๆ มีเรื่องอยากปรึกษาหารือ ข้าควรจะทำอะไรต่อ ที่จะรักษาอำนาจที่มีให้ยืนยง เพราะได้ข่าวเชิงลึกว่าพวกสมาคมต่าง ๆ ที่ร่วมโค่นการปกครองพระเจ้าหลุยส์เริ่มไม่พอใจในตัวข้า จึงอยากให้ท่านมาช่วยคิดวางแผนเพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจได้ยาวนาน”

แซง จูสต์ ได้แสดงสีหน้าดีใจ “ขอบคุณครับผม ที่ได้มีโอกาสรับใช้ท่านอีก ถ้าท่านต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป สิ่งที่แรกที่ต้องทำ คือ เรียกตัวพวกสมาคมที่เหลือทั้งหมดให้มาทำความเข้าใจและให้ยุติบทบาททางการเมือง และให้ท่านตั้งข้อหามั่วสุมทางการเมืองโดยก่อนที่จะเรียกพวกสมาคมต่าง ๆ ที่เหลือ หรือคนต้องสงสัย ท่านต้องประกาศใช้กฎหมาย ไพรีแอล (Prairial) ก่อน โดยกฎหมายนี้อนุญาตศาลไม่ต้องสืบพยานในคดี และให้สิทธิคณะกรรมการสอดส่องสงสัยใครให้ส่งให้ศาลพิจารณาคดีได้ทันที”

“ฮะฮ้า …วิเศษ ความคิดเจ้ายอดเยี่ยมมาก แซงส์ จูสต์ สมแล้วที่เป็นเลขาสุดที่รักของข้า ข้าขาดเจ้าไม่ได้”

 

เย็นนี้ข้าจะไปกินข้าวกับเจ้าที่ร้านคุณเคน เพราะนานแล้วไม่ได้กินข้าวฝีมือคุณเคน เจ้ายังไม่เคยลิ้มลองอาหารที่คุณเคนทำอร่อยที่สุดในแผ่นดิน ขนาดนักโทษอย่างพระเจ้าหลุยส์ยังเรียกให้ไปปรุงอาหารให้กินก่อนตายอีก” โรแบสปิแยร์ และแซงส์ จูสต์ก็นั่งคุยกัน ตกเย็นก็ไปยังบ้านพักใกล้กับศาลาคอมมูนปารีสของ          โรแบสปิแยร์ ก่อนออกไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านบักเคน

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *